Home
|
ไลฟ์สไตล์

ตรวจเช็กสภาพรถยนต์เบื้องต้นด้วยตัวเอง ดูแลรถให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ

Featured Image

หากพูดถึงรถยนต์คันโปรดที่ใช้งานเป็นประจำสำหรับเดินทางไปที่ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น เดินทางไปทำงาน หรือพาครอบครัวไปเที่ยวพักผ่อนในวันหยุด ฯลฯ การดูแลรักษารถให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญและไม่ควรละเลย นอกจากจะช่วยให้การเดินทางเป็นไปอย่างปลอดภัยแล้ว การรักษารถยนต์ให้อยู่ในสภาพดียังดีกับมูลค่ารถยนต์ของคุณในอนาคตด้วย หากต้องการขายต่อหรือนำไป จำนำรถ ได้เมื่อมีความจำเป็นต้องใช้เงินด่วน ซึ่งรถที่ได้รับการดูแลอย่างสม่ำเสมอและอยู่ในสภาพดีพร้อมใช้งาน จะเพิ่มโอกาสในการประเมินราคาที่สูงขึ้นนั่นเอง และบทความนี้จะพาทุกคนไปตรวจเช็กสภาพรถยนต์ด้วยตัวเองแบบง่ายๆ พร้อมเคล็ดลับในการดูแลรถให้มีประสิทธิภาพ พร้อมใช้งานอยู่เสมอ เพื่อรักษามูลค่ารถให้คุ้มค่าที่สุด ไม่ว่าจะเพื่อใช้งานในชีวิตประจำวัน หรือเพื่อเตรียมนำไปจำนำรถในอนาคตก็ตาม ตามมาดูกันเลย

1. ตรวจเช็กแบตเตอรี่

แบตเตอรี่เป็นอะไหล่ชิ้นสำคัญที่ช่วยสตาร์ตเครื่องยนต์และจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับระบบต่างๆ ก่อนใช้งานหรือเดินทางไกล จึงควรตรวจเช็กแบตเตอรี่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็น ตรวจดูคราบขี้เกลือและสิ่งสกปรกที่ขั้วแบตเตอรี่ เช็กระดับน้ำกลั่นให้อยู่ในระดับที่กำหนด ตรวจสอบความแน่นของขั้วแบตและฉนวนหุ้มสายไฟ และถ้าหากมีเครื่องวัดประจุไฟฟ้า ก็สามารถเช็กพลังงานของแบตเตอรี่ได้ เพื่อให้มั่นใจว่าพร้อมใช้งานตลอดการเดินทาง เป็นต้น

2. ตรวจเช็กล้อรถยนต์และยางรถยนต์

ยางรถยนต์ที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมใช้งาน จะช่วยเสริมสมรรถนะการขับขี่และความปลอดภัยทั้งกับผู้ขับขี่และผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ โดยสิ่งที่ควรเช็กเป็นประจำคือ ลมยางควรอยู่ในระดับตามมาตรฐานที่คู่มือรถกำหนด ไม่ควรปล่อยให้ยางแข็งหรืออ่อนเกินไป ตรวจสอบดอกยาง หากดอกยางเริ่มสึกหรือมีรอยแตกร้าว ควรเปลี่ยนทันที และควรตรวจสอบล้อว่ามีรอยแตกหรือเบี้ยวหรือไม่ เพราะจะส่งผลต่อการควบคุมและทรงตัวของรถ เป็นต้น

3. ตรวจเช็กระบบเบรกและน้ำมันเบรก

ระบบเบรกเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อสมรรถนะการขับขี่และความปลอดภัย โดยสิ่งที่ควรเช็กเป็นประจำ มีดังนี้ สภาพผ้าเบรก ซึ่งควรปลี่ยนผ้าเบรกทุก 50,000 – 80,000 กิโลเมตรสำหรับเกียร์ธรรมดา และทุก 50,000 กิโลเมตรสำหรับเกียร์อัตโนมัติ ตรวจสอบระดับน้ำมันเบรกให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม น้ำมันเบรกควรมีสีใส ไม่ขุ่นหรือดำ รวมถึงทดสอบระบบเบรกด้วยการเหยียบเบรกขณะดับเครื่อง หากเบรกยังคงทำงานได้ดี ความสูงของเบรกจะต้องเท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เป็นต้น

4. ตรวจเช็กน้ำมันเครื่อง

น้ำมันเครื่องทำหน้าที่เป็นสารหล่อลื่นเพื่อลดแรงเสียดทานภายในเครื่องยนต์ หากต้องการถนอมเครื่องยนต์ให้สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ จึงควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและไส้กรองตามระยะเวลาที่กำหนด ก่อนออกเดินทางควรตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่อง โดยดึงก้านวัดน้ำมันเครื่อง หากพบว่าระดับน้ำมันเครื่องต่ำเกินไปควรเติมให้อยู่ในระดับมาตรฐาน และสังเกตสีของน้ำมันเครื่อง หากมีสีดำเข้มหรือมีกลิ่นไหม้อาจหมายถึงว่าถึงระยะเวลาเปลี่ยนถ่ายแล้วนั่นเอง

5. ตรวจเช็กระบบไฟ

ระบบไฟเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ควรตรวจเช็กเป็นประจำ เพราะหากระบบไฟมีปัญหา ไฟหน้ารถ ไฟเลี้ยว หรือไฟเบรกไม่ติด อาจส่งผลต่อความปลอดภัยระหว่างการเดินทางได้ โดยควรเช็กไฟหน้า ไฟท้าย ไฟเลี้ยว และไฟฉุกเฉินว่าทำงานได้ปกติหรือไม่ ทดสอบการเปิด-ปิดไฟและเช็กความสว่างของไฟ หากพบปัญหาเกี่ยวกับระบบไฟ เช่น ไฟไม่ติด หรือแสงไฟไม่สม่ำเสมอ ควรนำรถเข้าตรวจเช็กที่ศูนย์บริการทันที

6. ตรวจเช็กหม้อน้ำและระบบระบายความร้อน

หม้อน้ำมีหน้าที่ลดความร้อนของเครื่องยนต์ เครื่องยนต์ที่ทำงานต่อเนื่องจะมีความร้อนสะสม ระบบระบายความร้อนจึงมีความสำคัญอย่างมาก โดยสิ่งที่ควรตรวจเช็กมีดังนี้ ตรวจเช็กระดับน้ำในหม้อน้ำ ว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสมหรือไม่ ตรวจสอบท่อซีลว่ามีรอยรั่วหรือไม่ รวมถึงตรวจเช็กการทำงานของพัดลมระบายความร้อน เป็นต้น

7. ตรวจเช็กไส้กรองอากาศ

ไส้กรองอากาศทำหน้าที่กรองอากาศ ฝุ่นละออง และสิ่งสกปรกต่างๆ เพื่อไม่ให้เข้าไปในเครื่องยนต์ จึงควรมีการตรวจเช็กเป็นประจำ ดังนี้ ตรวจสอบกระดาษกรอง หากแสงลอดผ่านได้แสดงว่าไส้กรองเริ่มเสื่อมสภาพ ควรเปลี่ยนใหม่ และให้ถอดไส้กรองอากาศออกมาเช็ก หากพบฝุ่นหรือสิ่งสกปรกให้ทำความสะอาดด้วยการเป่าลม เป็นต้น

การตรวจเช็กและดูแลสภาพรถยนต์เบื้องต้นอย่างสม่ำเสมอไม่เพียงช่วยรักษาสภาพรถให้พร้อมใช้งานและปลอดภัยทุกการเดินทาง แต่ยังช่วยรักษามูลค่ารถยนต์ให้ได้รับการประเมินราคาตามมาตรฐานด้วย เรียกว่ายิ่งดูแลรักษาได้ดีแค่ไหน รถยนต์คันโปรดก็มีโอกาสอยู่คู่ใจให้คุณใช้งานไปได้ยาวนานเท่านั้น ก่อนออกเดินทางอย่าลืมนำ 7 วิธีตรวจสภาพรถเบื้องต้นที่ได้แนะนำกันไปในบทความนี้ ไปลองปรับใช้ในชีวิตประจำวันของคุณดูเลย

  • Tiktok
  • Youtube
  • Youtube