Home
|
คลิปข่าวทั่วไป

ปมนิติกรรมหนี้ 4 พันล. “อิ๊งค์” ซ้ำรอยคดีซุกหุ้น?

 

 

ศึกซักฟอกรัฐบาลหนนี้ ที่จับตา “2 ปมใหม่”นอกจากปม “ที่ดินอัลไพน์”ที่ถูกคา การต่อรองทางการเมืองไว้ด้วยปม “ที่ดินเขากระโดง” ว่า ท้ายสุด “ฝ่ายค้าน”พรรคเด็ก “ประชาชน”(ปชน.) จะ “เอาตาย” ไม่แค่”เอาให้อาย”ด้วยการ “ต่อยอด”การตรวจสอบ “นายกฯอิ๊งค์”ไปจนสุดซอย ที่จะส่งผลกระทบต่อรัฐบาล หรือไม่ ประกอบด้วย

 

 

 

 

1.ปมกล่าวหา “นายกอิ๊งค์”จงใจหลีกเลี่ยงภาษี จากปมตั๋วสัญญาหนี้4พันล.หรือไม่และ 2.ปมโรงแรมเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่ ของครอบครัวชินวัตร ที่ “นายกฯอิ๊งค์ถือหุ้นใหญ่ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่นิคมสร้างตนเอง-ต้นน้ำลำธาร ห้ามออกโฉนด-ทำธุรกิจโดยประเด็นที่ถูกมองว่าจะส่งผลทางการเมือง แม้ผลลัพธ์อาจตามรอยคดี “ซุกหุ้นภาค1”

 

 

ที่เคยเกิดขึ้นสมัย “รัฐบาลทักษิณ”ที่ “ทักษิณ” ถูกกล่าวหาว่า ปกปิดการถือครองหุ้น ในบริษัทชินคอร์ป โดยอ้างว่าหุ้นอยู่ในชื่อ ของบุคคลอื่น (นอมินี) เช่น ญาติพี่น้องและคนใกล้ชิด เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายที่ห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองถือหุ้นในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับรัฐ ซึ่งขณะนั้น ปปช. ตรวจสอบจนพบว่า “ทักษิณ”มีพฤติกรรมถือหุ้นผ่านบุคคลอื่นจริง กระนั้น ในชั้นศาลรัฐธรรมนูญที่มีคำวินิจฉัยเมื่อปี 2544 ว่า “ทักษิณ”มีความผิดฐานปกปิดทรัพย์สิน แต่เนื่องจากเสียงโหวตของตุลาการไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด (8:7 เสียง) ทำให้ไม่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง

 

 

 

ในขณะที่ปมนิติกรรม หนี้4พันล้าน และการโอนหุ้นในครอบครัว ของ “นายกฯอิ๊งค์” ซึ่งเป็นประเด็นที่ “ลุงป้อม”อุตสาห์เปิดหัว แม้จะโดน “อิ๊งค์”หยุมหัวล้อ “ที่พูดมาทั้งหมดไม่เป็นความจริง” แต่ “ลุงป้อม”ได้ให้ “ลูกพรรค “น.ส.พิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์” สส.เพชรบูรณ์ พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ลุกขึ้นอภิปรายเปิดปม “นิติกรรมอำพราง” ที่เป็นข้อสงสัยต่อสาธารณะ ในการยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ “นายกอิ๊งค์”ที่ยื่นต่อปปช.ในรายการหนี้สินอื่น จำนวนกว่า 4,434 ล้านบาท ที่ประกอบด้วยหนี้ตามต่อสัญญา ใช้เงินเพื่อชำระค่าหุ้นให้กับ พี่น้องเครือญาติ และ บุคคลในครอบครัว

 

 

โดย “ตั๋วสัญญาใช้เงิน” 9 ฉบับ เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2559 ทั้งหมด เป็นตั๋วสัญญาใช้เงินที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาชำระหนี้คืนและไม่มีการคิดดอกเบี้ย เหมือนมีเจตนาที่จะผ่องถ่ายทรัพย์สินโอนหุ้นกันในครอบครัวขณะที่เมื่อตรวจสอบเอกสารภาษีในการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน กลับไม่พบการตั้งหนี้ภาษีรายได้บุคคลธรรมดาเอาไว้และไม่พบรายจ่ายสำหรับภาษีเงินได้ที่แจ้งเอาไว้เช่นกัน จึงตั้งข้อสังเกตว่าการกู้เงินตามตั๋วสัญญาดังกล่าวนี้เป็นการทำนิติกรรมที่อาจทำให้รัฐเสียหายจากรายได้ภาษีหรือไม่

 

 

เช่นเดียวกับ “วิโรจน์”ตัวตึง จากพรรคเด็ก ที่ถอดรหัส การออก“ตั๋วPN” หรือ “หนี้สินเชื่อ”9ฉบับ ที่แสดงใน รายการหนี้ 9 รายการต่อ ปปช. โดย “นายกอิ๊งค์”ซื้อหุ้นจากพี่สาว พี่ชาย ลุง ป้าสะใภ้ และแม่ เป็นการซื้อเชื่อแล้วออกตั๋ว PN เพียงเท่านั้น ไม่ได้ซื้อขายจริง โดยหลังได้รับการโปรดเกล้าเป็นนายกฯ “นายกอิ๊งค์”
โดนหุ้น19บริษัทมูลค่า9พันล้านให้แม่และพี่สาวที่ควร ต้องมีภาระในการจ่ายภาษีหรือไม่ โดย “นายกอิ๊งค์”มีการทำนิติกรรมภาษีรับให้มาตั้งแต่ปี 2559 อ้างว่าให้โดยเสน่หา ไม่ต้องจ่ายภาษี

 

 

ที่ประเด็นนี้ถูกจับตาจากหลายฝ่ายที่ถือว่าเป็นข้อกล่าวหาแรง อย่างที่ “อ.สมชัย”โพสต์FB ว่า ข้อกล่าวหา นายกจงใจหลีกเลี่ยงภาษี น่าจะเป็นเนื้อหาที่รุนแรงที่สุดในการอภิปรายไม่ไว้วางใจวันแรก คือข้อกล่าวหาการหลีกเลี่ยงภาษีซื้อขายหุ้นในครอบครัว โดย “อ.สมชัย”มองว่า การขายหุ้นดังกล่าว
มีเหตุผลของการขายเพื่อเปลี่ยนสัดส่วนการถือครองหุ้นในกิจการต่าง ๆ ของตระกูลชินวัตรเอง

 

 

 

หากใช้รูปแบบการขาย คนขายคือคนในตระกูลชินวัตร ต้องมีภาระการเสียภาษี แต่หากใช้รูปแบบการให้ในครอบครัว ผู้ได้รับ คือ “อิ๊งค์” ต้องมีภาระเป็นผู้เสียภาษี ในกรณีนี้ คนในตระกูลใช้วิธีการทำตั๋วสัญญาใช้เงิน ไม่ระบุเวลา และไม่มีดอกเบี้ย ซึ่งยังไม่มีการจ่ายเงินจริงจึงยังไม่มีใครต้องเสียภาษี เพราะไม่ใช่ขายเงินสด และไม่ใช่ให้เปล่า

 

 

อย่างไรก็ตาม แต่เรื่องนี้ เกิดมาตั้งแต่ 2559 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลาเกือบ 10 ปี แล้วยังไม่มีการชำระเงินซึ่ง คำชี้แจงของ“นายกฯ”ที่ว่า ขณะนั้นยังไม่จ่าย เพราะยังไม่พร้อม จะเป็นคำกล่าวที่น่าเชื่อถือหรือไม่กับฐานะของ “นายก ฯ” ที่มีเงินเป็นหมื่นล้าน และตลอด 9 ปีที่ผ่านมาก็ยังไม่ดำเนินการ จึงดูย้อนแย้งกับการเป็นคนที่ประกาศว่าเสียภาษีมากกว่าคนอื่น และว่า แม้นายก ฯ จะบอกว่า จะเริ่มดำเนินการในปีหน้าจะทันหรือไม่ ไม่รู้ เพราะประเด็นนี้ อาจขยายผลต่อ และกลายเป็นประเด็นลุกลามต่อคุณสมบัตินายกรัฐมนตรีในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ได้

 

 

 

เช่นเดียวกับ อดีตสว. “สมชาย แสวงการ”ที่โพส FB ว่า #ตั๋วสัญญาหนี้4พันล้าน #อาถรรพ์หมายเลข4#อุ๊งอิ๊ง #รมตต้องสุจริตเป็นที่ประจักษ์ ตั๋วสัญญากู้เงิน4.4พันล้าน ที่ถูกฝ่ายค้านหยิบยกจากการขุดคุ้ยตั้งข้อสังเกตุของสำนักข่าวอิศรา ในอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่24 มี.ค.นั้นน่าสนใจต้องติดตามว่า นิติกรรมทำตั๋วPNหรือสัญญากู้ยืมแบบนี้ ถูกกฎหมายหรือหนีหรือเลี่ยงภาษีหรือนิติกรรมอำพรางหรือไม่ซึ่งอาจเจอปัญหาขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา160(4)ด้วย.

 

 

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

  • Tiktok
  • Youtube
  • Youtube